เข้าสู่ปีที่ 8 ‘สบขุ่น โมเดล’ ต้นแบบแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกิน จากเขาหัวโล้นสู่แปลงกาแฟคุณภาพ - didierstyle

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566

เข้าสู่ปีที่ 8 ‘สบขุ่น โมเดล’ ต้นแบบแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำกิน จากเขาหัวโล้นสู่แปลงกาแฟคุณภาพ



ก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 แล้วสำหรับโครงการ “สบขุ่น โมเดล” แห่งหมู่บ้านสบขุ่น ต.ป่าคา อ.วังท่าผา จ.น่าน ที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ กับเเนวทางการพัฒนา “กาแฟสร้างป่า สร้างรายได้” ทำให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกกาแฟแทนการทำเกษตรปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนสามารถพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมาชุ่มชื้นและเขียวขจีอีกครั้ง และจากความร่วมมือกันของชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้เข้าไปศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ทำให้มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นแล้วจำนวน 2,148 ไร่

โดยเกษตรกรบ้านสบขุ่นหันมาปลูกกาแฟแล้วกว่า 98 ครัวเรือน รวมเป็นจำนวนกว่า 702 ไร่ นอกจากนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังได้ร่วมกันจัดตั้ง “โรงแปรรูปกาแฟสบขุ่น” เพื่อพัฒนาให้หมู่บ้านมีที่รองรับผลผลิตจากชุมชน และแปรรูปส่งออกผลผลิตไปสู่ตลาด กลายเป็นผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟจากหมู่บ้านสบขุ่น สร้างรายได้ และสร้างอาชีพต่อยอดให้กับคนในชุมชนอีกด้วย


ปัจจุบันหมู่บ้านสบขุ่น ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยว เพราะนอกจากวิวทิวทัศน์อันงดงามจากธรรมชาติที่ห้อมล้อม ยังมีร้านกาแฟบ้านสบขุ่น ที่จัดตั้งโดยวิสาหกิจชุมชนที่ถ้าหากใครได้มาเยือนเป็นอันต้องแวะมาชิมกาแฟสบขุ่น และยังมีจุดเช็คอินอื่นๆ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศอันเงียบสงบ และความสวยงามของหมู่บ้านสบขุ่นโดยรอบอีกมากมาย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เปลี่ยนชุมชนที่เงียบเหงาให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง โดยมีการรวมกลุ่มของเหล่าเกษตรกรปลูกกาแฟ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแก้ไขปัญหาร่วมกัน สนับสนุนให้ชุมชนจัดกิจกรรมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ เติมเต็มความสุข และเรียกรอยยิ้ม เกิดความรักใคร่ กลมเกลียวกันมากขึ้น ดังนั้น “สบขุ่น โมเดล” จะเป็นโมเดลสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้และพัฒนาพื้นที่เขาหัวโล้น แม้ต้องใช้ความอดทน แรงกาย แรงใจมหาศาลในการเปลี่ยนแปลง แต่อย่างน้อยวันนี้ หมู่บ้านสบขุ่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หากทุกภาคส่วนใส่ใจร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา แล้วมองดูปัญหาอย่างลึกซึ้ง ก็จะสามารถหาทางออกที่ทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Bottom Ad

Pages